 |
 |
 |
 |
๑. พระราชกรณียกิจการทรงรับราชการ
เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเจริญพระชันษาเข้าสู่ "วัยทำงาน" "ประวัติศาสตร์" คือวิชาการที่ทรงใช้ประกอบอาชีพ
โดยทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในพุทธศักราช ๒๕๒๓
ที่มาของความสนพระทัยที่จะเลือกอาชีพเป็น "ครู" สอนวิชาประวัติศาสตร์
ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกร็ดประสบการณ์ในการทรงรำลึกอดีตในส่วนนี้ไว้ในพระราชนิพนธ์
"๑๐ ปีในรั้วแดงกำแพงเหลือง" พิมพ์ครั้งแรกใน "เสนาศึกษา" เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๓๓ ความบางตอน ดังนี้
"ข้าพเจ้าได้อาศัยรั้วแดงกำแพงเหลืองมาได้ถึง ๑๐ ปีแล้ว เริ่มต้นข้าพเจ้าได้รับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็ได้บรรยายวิชาอารยธรรมในโครงการการศึกษาทั่วไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง
แต่หยุดไปเพราะจะต้องพยายามเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เกรงว่าจะไม่ทันเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้
ต่อมา พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์ และเป็นคนที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้า เข้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
ก็มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียนจปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ ในขณะนั้น ข้าพเจ้าเพิ่งจะสำเร็จการศึกษา
มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้ามีใจรักที่จะเป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่..."
"...ในส่วนตัวของข้าพเจ้านั้น เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เริ่มทำงานนี้ นอกจากข้าพเจ้าจะเรียนวิชาประวัติศาสตร์ อันเป็นวิชาการที่ข้าพเจ้าได้อาศัยเป็น "วิชาชีพ" อยู่ในปัจจุบันนี้
(คือได้เอาความรู้มาทำงานสอน) ยังได้เรียนวิชาการศึกษามาด้วย (นี่ก็เป็นวิชาชีพเหมือนกัน) การมองบทบาทของตนเองในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
จึงเป็นไปในรูปของกระบวนการทางการศึกษา..."
พระราชกรณียกิจการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์
ได้เริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ ส่วนการศึกษา
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ในช่วงแรก ทรงสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย สังคมวิทยา จนกระทั่งเมื่อมีการตั้งกองวิชาประวัติศาสตร์ในพ.ศ. ๒๕๓๐
จึงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้น ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากอง (ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกอง เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๒ พร้อมกับกองอื่น ๆ) ดังนั้น
พระราชภารกิจของพลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นับแต่การตั้งกองวิชาประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน จึงมีทั้งงานบริหาร งานการสอน และงานวิชาการอื่น ๆ ดังนี้
- งานบริหาร
ในฐานะผู้อำนวยการกอง ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงบริหารงานภายในกองวิชาประวัติศาสตร์ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุภารกิจในการให้การศึกษาวิชาการสาขาประวัติศาสตร์แก่นักเรียนนายร้อย
เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการในอนาคต อีกทั้งเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาในระดับสูงต่อไป ในแต่ละภาคการศึกษาทรงจัดการประชุมนายทหารประจำกอง
(อาจารย์และเจ้าหน้าที่) อยู่เสมอ เพื่อให้มีการชี้แจงความก้าวหน้าในการทำงาน ร่วมกันพิจารณาเรื่องการเรียนการสอน เช่น กำหนดหัวข้อที่จะสอนในวิชาบังคับ
พิจารณาปรับปรุงเนื้อหาวิชาและวิธีการสอน พิจารณาผลการเรียนของนักเรียนนายร้อย การกำหนดแผนงานต่าง ๆ เช่น การทัศนศึกษา การวิจัย การสัมมนา เป็นต้น
การพัฒนาบุคลากร
พระองค์ใส่พระทัยให้อาจารย์ในกองวิชาประวัติศาสตร์ได้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการเพื่อติดตามความก้าวหน้า การค้นคว้าใหม่ ๆ ในวงการวิชาการประวัติศาสตร์
และเมื่อกลับมาแล้วก็ทรงกำหนดให้อาจารย์ผู้ไปเข้าร่วมประชุมสัมมนาทำรายงานสรุปผลเก็บไว้ที่ห้องสมุดของกองวิชาประวัติศาสตร์เพื่อให้อาจารย์อื่น ๆ
ได้ศึกษาติดตามความรู้ใหม่ ๆ นั้นด้วย และทรงสนับสนุนให้อาจารย์มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานหรือเข้าฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อให้อาจารย์ได้มีประสบการณ์ ได้เห็นและเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ สังคมและวัฒนธรรมของประชาชนในที่ต่าง ๆ อันจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนนักเรียนนายร้อย
การพัฒนาองค์กร
ทรงพัฒนาและสนับสนุนให้กองวิชาประวัติศาสตร์ให้บริการและทำประโยชน์แก่สังคม
อาทิ การเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ มีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
หรือร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่น ๆ จัดการสัมมนาทางวิชาการ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ เพื่อรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยจากต่างประเทศ
และให้บริการข้อมูลแก่อาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจจากภายนอกเข้ามาศึกษาค้นคว้า
- งานการสอน
ในฐานะ "ครูประวัติศาสตร์" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงให้ความสำคัญต่อการเป็นครูและการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อถ่ายทอดให้นักเรียนนายร้อยทั้งในด้านวิชาการและประสบการณ์
ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นจุดประสงค์ในการสอนวิชาประวัติศาสตร์ สรุปได้ว่า ให้รู้ความเป็นไปในสังคมของประเทศ และของโลก
ความรู้ในเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมา และการวิเคราะห์วิจารณ์ความรู้เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง ทำให้ทราบว่าเมื่อเกิดสถานการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว
จะทำให้เกิดผลอย่างไร ความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต ทรงอธิบายว่าประวัติศาสตร์ หรือส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรืออารยธรรมไทยที่ให้เรียนนั้นเพื่อให้รู้ว่าบ้านเมืองของเรามีอะไรบ้าง
ได้รู้ว่าบรรพบุรุษของเราประสบความยากลำบากอย่างไร ดำเนินชีวิตมาอย่างไร หรือว่าต่อสู้อย่างไรในการปกป้องบ้านเมืองให้เรามีที่อยู่ที่อาศัยจนทุกวันนี้
เมื่อรู้ความเป็นมาของชาติ ก็จะมีความมั่นใจในการที่จะรักษาชาติบ้านเมือง รักษาอาณาประชาชนสืบต่อไป มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและสังคม
วิธีการสอน
ทรงใช้เทคนิควิธีและสื่อการสอนผสมผสานหลายอย่าง ดังที่ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่เจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการหนังสือ
"เพราะขอบฟ้ากว้าง" เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า
"... ด้านวิธีการสอน พยายามใช้ทุกวิธีการเท่าที่จะทำได้ ได้แก่ การบรรยายถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ให้นักเรียน การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมออกความคิดเห็น
การให้นักเรียนอ่านหนังสือ การค้นคว้าในห้องสมุด การไปศึกษาค้นคว้าต่อในสถาบันที่มีข้อมูล เช่น หอจดหมายเหตุ หรือการออกไปสัมภาษณ์ การออกไปสังเกตการณ์ ออกไปเห็นอะไร ๆ
ให้กว้างขวาง และรู้จักโยงวิชาการต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มาเข้าด้วยกัน ประวัติศาสตร์ คือศาสตร์ที่ว่าด้วยความเป็นมา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องอดีตที่ห่างไกลอย่างเดียว
ความเป็นมาทุก ๆ นาทีที่เปลี่ยนไปก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ โดยคิดอย่างกว้างที่สุด การสอนแต่เรื่องโบราณอาจเป็นประโยชน์แก่นักเรียนน้อยเกินไป
ประวัติศาสตร์แบ่งได้เป็นหลายสาขา แต่ต้องโยงเข้าหากันให้ได้ เพราะว่าเป็นปัจจัยของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี หรือว่าเทคโนโลยี
การใช้วิธีสอนที่ให้ออกไปศึกษานอกห้องเรียน หรือทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว เพื่อให้ดูทุกอย่าง และฝึกตัดสินว่าตนเองเห็นว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร
การดูงาน หรือทัศนศึกษาช่วยให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ได้พบปะผู้คนที่แปลกออกไปกว่าคนที่เคยพบอยู่เป็นประจำ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนฐานะต่าง ๆ มีลักษณะนิสัยต่างกัน
มาจากสิ่งแวดล้อมต่างกัน แล้วฝึกการวิจัย การเรียนรู้นอกห้องอาจทำได้ในเวลาจำกัด เสียเวลาและสิ้นเปลืองมาก จึงต้องใช้การสอนในห้องเรียนเป็นหลัก ..."
การทรงบรรยายในแต่ละครั้ง จะทรงเตรียมการสอนและจัดทำเอกสารประกอบคำบรรยายด้วยพระองค์เอง โดยทรงค้นคว้าจากหนังสือภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
ในระยะแรกทรงรวบรวมและนิพนธ์ด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ถวาย ในปัจจุบันทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว (Notebook) เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทรงงาน
เอกสารพระราชทานหลายชิ้นจึงเป็นเอกสารที่ทรงรวบรวมและพิมพ์ด้วยพระองค์เอง ในการบรรยาย ทรงใช้โปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ (Microsoft Office PowerPoint)
ประกอบกับอุปกรณ์เครื่องฉายภาพ (Projector) และเครื่องฉายทึบแสง (Visualizer) ทรงจัดหาสื่อการสอนต่าง ๆ มาประกอบการสอนอยู่เสมอ อาทิ หนังสือ วารสาร สไลด์ สไลด์มัลติวิชั่น โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนที่ ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
การทัศนศึกษา
แม้ว่าจะทรงเป็น "ครูประวัติศาสตร์" แต่ก็มีพระราชประสงค์ที่จะให้นักเรียนนายร้อยมีความรู้ในศาสตร์สาขาอื่น ๆ
รวมทั้งให้มีโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยทรงใช้การทัศนศึกษาประกอบการเรียนการสอน ทรงมีทัศนะในเรื่องนี้ว่า
"... การจัดแต่ละครั้งต้องการให้นักเรียนได้รับความรู้ทั่วไปทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี
ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ความมั่นคงและการทหาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
เรื่องอาชีพราษฎรเป็นเรื่องที่เน้นมากตลอดเวลา นักเรียนส่วนมากเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจในท้องถิ่นต่าง ๆ
การเข้าถึงชีวิตราษฎรเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทหารจะต้องเป็นที่พึ่งของราษฎรให้ได้ ต้องเข้าถึงสังคมทุกแบบทุกระดับ ..."
การทัศนศึกษา นอกจากช่วยให้นักเรียนนายร้อยได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ แล้ว
ผลได้ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการจัดทำคู่มือทัศนศึกษา ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูล บทความเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษา
เพื่อเป็นคู่มือให้นักเรียนนายร้อยได้ทราบความสำคัญและประโยชน์ที่ควรจะได้รับเมื่อไปทัศนศึกษา ณ สถานที่นั้น ๆ
จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้จัดพิมพ์คู่มือทัศนศึกษามากกว่า ๑๐ เล่ม อาทิ อีสานเหนือ ล้านนา อีสานใต้
ทักษิณฝั่งทะเลตะวันออก เป็นต้น
- งานวิชาการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิธีการศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน
ซึ่งไม่ควรอาศัยแต่การท่องจำตามที่เล่ากันต่อ ๆ มา แต่ควรเน้นให้รู้จักคิด ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ถึงแหล่งที่มาของข้อมูล
และนำมาเรียบเรียงถ่ายทอดให้ผู้อื่นทราบได้โดยมีระบบ ซึ่งวิธีการเรียนการสอนนี้ เป็นประโยชน์ทั้งในการศึกษาประวัติศาสตร์
และการเรียนวิชาอื่น รวมทั้งการปฏิบัติงานต่อไปด้วย
การพัฒนาหลักสูตร มีพระราชดำริว่า การศึกษาและวิชาชีพของนักเรียนนายร้อยมีลักษณะพิเศษบางประการที่ต่างจากนักศึกษาทั่วไป
คือต้องศึกษาวิชาการและวิชาทหารประกอบกัน ดังนั้นการจัดหลักสูตรการสอนวิชาประวัติศาสตร์ควรจะคำนึงถึงประโยชน์ที่นักเรียนนายร้อยจะได้รับ
รวมทั้งความสอดคล้องกับลักษณะวิชาชีพเมื่อจบการศึกษาไป จึงพระราชทานเป้าหมายการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนนายร้อยไว้ว่า
"รู้จักอดีต เข้าใจปัจจุบัน และก้าวทันอนาคต" ได้ทรงเล่าพระราชทานในบทพระราชทานสัมภาษณ์ดังกล่าว ความตอนหนึ่งว่า
"... การสอนนักเรียน ถือหลักอยู่ว่า จะต้องคิดถึงผลประโยชน์ของนักเรียนเป็นเรื่องใหญ่ ต้องคิดว่าเขาจะต้องออกไปเป็นนายทหาร
จะต้องเจริญก้าวหน้าต่อไป ควรจะมีความรู้เรื่องอะไรมากที่สุด ไม่ใช่ว่าเราเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก็ต้องยัดเยียดให้ได้สอนประวัติศาสตร์มากที่สุด
ได้เวลามากที่สุด เพื่อได้มีผลงานมีความดีความชอบมากที่สุด เราต้องคำนึงว่าชีวิตของนักเรียนซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ควรจะมีอนาคตอย่างไร
ควรได้ความรู้ ประสบการณ์ ที่จะมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต มีความรู้กว้างเพื่อให้พร้อมเสมอที่จะปรับตัวได้เร็วในกระแสของความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ..."
การจัดหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนนายร้อยจึงเป็นไปในแนวพระราชดำริดังกล่าว โดยกำหนดรายวิชาและเนื้อหาที่นักเรียนจะต้องศึกษาไว้เป็นวิชาบังคับ และวิชาเลือก
วิชาบังคับ มี 2 วิชา คือ วิชาไทยศึกษา และวิชาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย วิชาไทยศึกษา มีจุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้องค์รวมที่สำคัญของชาติ เช่น สภาพภูมิศาสตร์ ศาสนา
การเมือง ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนนายร้อยรู้จักรากเหง้าความเป็นมาของตนเอง มีความภาคภูมิใจในชาติ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการ
วิชาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เน้นความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก และผลกระทบที่มีต่อโลกและประเทศไทย
โดยมีการปรับเนื้อหาวิชาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ
วิชาเลือกเสรี มี 7 วิชา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเมืองการปกครองประเทศไทย
ประวัติศาสตร์ยุโรป ประวัติศาสตร์อเมริกา และวิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ รายวิชาทั้ง 7 เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิภาคต่าง ๆ
และมีหัวข้อพิเศษที่สามารถปรับหัวข้อการบรรยายให้สอดคล้องกับความสนใจและเป็นประโยชน์กับนักเรียนนายร้อยได้ เช่น ประวัติศาสตร์ความมั่นคง
ประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็น ประวัติศาสตร์ทุนนิยมโลก ทั้งนี้ เพื่อเสริมความรู้ สร้างโลกทัศน์ที่กว้างไกลให้แก่นักเรียนนายร้อย
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลังจากที่โรงเรียนย้ายไปอยู่ ณ บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
ในพุทธศักราช ๒๕๒๙ ทรงห่วงใยว่าข้าราชการและนักเรียนนายร้อยต้องอยู่ห่างไกลจากแหล่งข้อมูลที่จะใช้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม
จึงมีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาคุณภาพและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนนายร้อยโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ทรงส่งเสริมให้นักเรียนนายร้อยรู้จักค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ จากอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นการพัฒนาตนเองให้ทันกระแสโลก
จึงได้พระราชทานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๗ ต่อมาได้พระราชทานเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมอีกในพุทธศักราช ๒๕๓๘ และ ๒๕๔๑
จากนั้น ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดทำโครงการระบบเครือข่ายอินทราเน็ตความเร็วสูง เชื่อมโยงข้อมูลจากอาคารต่าง ๆ ภายในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
ระบบใหม่นี้สามารถเปิดใช้บริการในพุทธศักราช ๒๕๔๕
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะ "ทูลกระหม่อมอาจารย์" ของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า ๒๕ ปี ทรงทุ่มเทเวลาให้กับการทรงงานอย่างจริงจัง ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะฝึกให้นักเรียนนายร้อยรู้จักคิด รู้จักตัวเอง
คือให้รู้ว่าเราเป็นใคร มาจากที่ใด และกำลังจะไปทางไหน ดังพระราชดำรัสที่ว่า
"... การเรียนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนนายร้อยมีจุดประสงค์หลักในการให้นักเรียนฝึกหัดวิธีการทรงประวัติศาสตร์ในการคิดหาเหตุผล มีสำนึกทางประวัติศาสตร์
ให้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบ้านเมือง ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย ควรรู้รากเหง้าเรื่องราวของตนเอง ความรู้นี้จะเป็นพื้นฐานช่วยเชื่อมโยงให้เข้าใจสังคมไทยปัจจุบันดีขึ้น
ให้รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโลกในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ทั้งหมดนี้มีส่วนเอื้อให้การทำงานดีขึ้น ..."
|
 |
| |
|
 |
 |
 |
 |
 |
|