template template template
template template template
template template
template HOME
template HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn's Biography
template HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn's activities
template Speeches of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn
template Writings of  HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn
template H.R.H. Princess Maha Chakri Sirindhorn's Personal Affairs Division
template Newsletter
template The Somdet Prathep's Charity Fund
template The project initiated by H.R.H. Princess Maha Chakri Sirindhorn
template Contact us
template Sitemap
Link
พระราชกิจประจำวัน | พระราชกรณียกิจที่ทรงสืบสานฯ | พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ
frame border frame border frame border
frame border
๑. พระราชกรณียกิจการทรงรับราชการ

photo

เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเจริญพระชันษาเข้าสู่ "วัยทำงาน" "ประวัติศาสตร์" คือวิชาการที่ทรงใช้ประกอบอาชีพ โดยทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในพุทธศักราช ๒๕๒๓ ที่มาของความสนพระทัยที่จะเลือกอาชีพเป็น "ครู" สอนวิชาประวัติศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกร็ดประสบการณ์ในการทรงรำลึกอดีตในส่วนนี้ไว้ในพระราชนิพนธ์ "๑๐ ปีในรั้วแดงกำแพงเหลือง" พิมพ์ครั้งแรกใน "เสนาศึกษา" เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๓๓ ความบางตอน ดังนี้
"ข้าพเจ้าได้อาศัยรั้วแดงกำแพงเหลืองมาได้ถึง ๑๐ ปีแล้ว เริ่มต้นข้าพเจ้าได้รับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้บรรยายวิชาอารยธรรมในโครงการการศึกษาทั่วไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่หยุดไปเพราะจะต้องพยายามเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เกรงว่าจะไม่ทันเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้

ต่อมา พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์ และเป็นคนที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้า เข้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียนจปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ ในขณะนั้น ข้าพเจ้าเพิ่งจะสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้ามีใจรักที่จะเป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่..."

"...ในส่วนตัวของข้าพเจ้านั้น เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เริ่มทำงานนี้ นอกจากข้าพเจ้าจะเรียนวิชาประวัติศาสตร์ อันเป็นวิชาการที่ข้าพเจ้าได้อาศัยเป็น "วิชาชีพ" อยู่ในปัจจุบันนี้ (คือได้เอาความรู้มาทำงานสอน) ยังได้เรียนวิชาการศึกษามาด้วย (นี่ก็เป็นวิชาชีพเหมือนกัน) การมองบทบาทของตนเองในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จึงเป็นไปในรูปของกระบวนการทางการศึกษา..."

พระราชกรณียกิจการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ ได้เริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ในช่วงแรก ทรงสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย สังคมวิทยา จนกระทั่งเมื่อมีการตั้งกองวิชาประวัติศาสตร์ในพ.ศ. ๒๕๓๐ จึงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้น ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากอง (ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกอง เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๒ พร้อมกับกองอื่น ๆ) ดังนั้น พระราชภารกิจของพลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นับแต่การตั้งกองวิชาประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน จึงมีทั้งงานบริหาร งานการสอน และงานวิชาการอื่น ๆ ดังนี้

photo

- งานบริหาร ในฐานะผู้อำนวยการกอง ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงบริหารงานภายในกองวิชาประวัติศาสตร์ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุภารกิจในการให้การศึกษาวิชาการสาขาประวัติศาสตร์แก่นักเรียนนายร้อย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการในอนาคต อีกทั้งเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาในระดับสูงต่อไป ในแต่ละภาคการศึกษาทรงจัดการประชุมนายทหารประจำกอง (อาจารย์และเจ้าหน้าที่) อยู่เสมอ เพื่อให้มีการชี้แจงความก้าวหน้าในการทำงาน ร่วมกันพิจารณาเรื่องการเรียนการสอน เช่น กำหนดหัวข้อที่จะสอนในวิชาบังคับ พิจารณาปรับปรุงเนื้อหาวิชาและวิธีการสอน พิจารณาผลการเรียนของนักเรียนนายร้อย การกำหนดแผนงานต่าง ๆ เช่น การทัศนศึกษา การวิจัย การสัมมนา เป็นต้น

การพัฒนาบุคลากร พระองค์ใส่พระทัยให้อาจารย์ในกองวิชาประวัติศาสตร์ได้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการเพื่อติดตามความก้าวหน้า การค้นคว้าใหม่ ๆ ในวงการวิชาการประวัติศาสตร์ และเมื่อกลับมาแล้วก็ทรงกำหนดให้อาจารย์ผู้ไปเข้าร่วมประชุมสัมมนาทำรายงานสรุปผลเก็บไว้ที่ห้องสมุดของกองวิชาประวัติศาสตร์เพื่อให้อาจารย์อื่น ๆ ได้ศึกษาติดตามความรู้ใหม่ ๆ นั้นด้วย และทรงสนับสนุนให้อาจารย์มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานหรือเข้าฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้อาจารย์ได้มีประสบการณ์ ได้เห็นและเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ สังคมและวัฒนธรรมของประชาชนในที่ต่าง ๆ อันจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนนักเรียนนายร้อย

การพัฒนาองค์กร ทรงพัฒนาและสนับสนุนให้กองวิชาประวัติศาสตร์ให้บริการและทำประโยชน์แก่สังคม อาทิ การเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ มีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ หรือร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่น ๆ จัดการสัมมนาทางวิชาการ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ เพื่อรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยจากต่างประเทศ และให้บริการข้อมูลแก่อาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจจากภายนอกเข้ามาศึกษาค้นคว้า

- งานการสอน ในฐานะ "ครูประวัติศาสตร์" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงให้ความสำคัญต่อการเป็นครูและการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อถ่ายทอดให้นักเรียนนายร้อยทั้งในด้านวิชาการและประสบการณ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นจุดประสงค์ในการสอนวิชาประวัติศาสตร์ สรุปได้ว่า ให้รู้ความเป็นไปในสังคมของประเทศ และของโลก ความรู้ในเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมา และการวิเคราะห์วิจารณ์ความรู้เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง ทำให้ทราบว่าเมื่อเกิดสถานการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว จะทำให้เกิดผลอย่างไร ความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต ทรงอธิบายว่าประวัติศาสตร์ หรือส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรืออารยธรรมไทยที่ให้เรียนนั้นเพื่อให้รู้ว่าบ้านเมืองของเรามีอะไรบ้าง ได้รู้ว่าบรรพบุรุษของเราประสบความยากลำบากอย่างไร ดำเนินชีวิตมาอย่างไร หรือว่าต่อสู้อย่างไรในการปกป้องบ้านเมืองให้เรามีที่อยู่ที่อาศัยจนทุกวันนี้ เมื่อรู้ความเป็นมาของชาติ ก็จะมีความมั่นใจในการที่จะรักษาชาติบ้านเมือง รักษาอาณาประชาชนสืบต่อไป มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและสังคม

วิธีการสอน ทรงใช้เทคนิควิธีและสื่อการสอนผสมผสานหลายอย่าง ดังที่ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่เจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการหนังสือ "เพราะขอบฟ้ากว้าง" เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า
"... ด้านวิธีการสอน พยายามใช้ทุกวิธีการเท่าที่จะทำได้ ได้แก่ การบรรยายถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ให้นักเรียน การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมออกความคิดเห็น การให้นักเรียนอ่านหนังสือ การค้นคว้าในห้องสมุด การไปศึกษาค้นคว้าต่อในสถาบันที่มีข้อมูล เช่น หอจดหมายเหตุ หรือการออกไปสัมภาษณ์ การออกไปสังเกตการณ์ ออกไปเห็นอะไร ๆ ให้กว้างขวาง และรู้จักโยงวิชาการต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มาเข้าด้วยกัน ประวัติศาสตร์ คือศาสตร์ที่ว่าด้วยความเป็นมา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องอดีตที่ห่างไกลอย่างเดียว ความเป็นมาทุก ๆ นาทีที่เปลี่ยนไปก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ โดยคิดอย่างกว้างที่สุด การสอนแต่เรื่องโบราณอาจเป็นประโยชน์แก่นักเรียนน้อยเกินไป ประวัติศาสตร์แบ่งได้เป็นหลายสาขา แต่ต้องโยงเข้าหากันให้ได้ เพราะว่าเป็นปัจจัยของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี หรือว่าเทคโนโลยี การใช้วิธีสอนที่ให้ออกไปศึกษานอกห้องเรียน หรือทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว เพื่อให้ดูทุกอย่าง และฝึกตัดสินว่าตนเองเห็นว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร การดูงาน หรือทัศนศึกษาช่วยให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ได้พบปะผู้คนที่แปลกออกไปกว่าคนที่เคยพบอยู่เป็นประจำ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนฐานะต่าง ๆ มีลักษณะนิสัยต่างกัน มาจากสิ่งแวดล้อมต่างกัน แล้วฝึกการวิจัย การเรียนรู้นอกห้องอาจทำได้ในเวลาจำกัด เสียเวลาและสิ้นเปลืองมาก จึงต้องใช้การสอนในห้องเรียนเป็นหลัก ..."

การทรงบรรยายในแต่ละครั้ง จะทรงเตรียมการสอนและจัดทำเอกสารประกอบคำบรรยายด้วยพระองค์เอง โดยทรงค้นคว้าจากหนังสือภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ในระยะแรกทรงรวบรวมและนิพนธ์ด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ถวาย ในปัจจุบันทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว (Notebook) เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทรงงาน เอกสารพระราชทานหลายชิ้นจึงเป็นเอกสารที่ทรงรวบรวมและพิมพ์ด้วยพระองค์เอง ในการบรรยาย ทรงใช้โปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ (Microsoft Office PowerPoint) ประกอบกับอุปกรณ์เครื่องฉายภาพ (Projector) และเครื่องฉายทึบแสง (Visualizer) ทรงจัดหาสื่อการสอนต่าง ๆ มาประกอบการสอนอยู่เสมอ อาทิ หนังสือ วารสาร สไลด์ สไลด์มัลติวิชั่น โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนที่ ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

photo

การทัศนศึกษา แม้ว่าจะทรงเป็น "ครูประวัติศาสตร์" แต่ก็มีพระราชประสงค์ที่จะให้นักเรียนนายร้อยมีความรู้ในศาสตร์สาขาอื่น ๆ รวมทั้งให้มีโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยทรงใช้การทัศนศึกษาประกอบการเรียนการสอน ทรงมีทัศนะในเรื่องนี้ว่า
"... การจัดแต่ละครั้งต้องการให้นักเรียนได้รับความรู้ทั่วไปทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ความมั่นคงและการทหาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เรื่องอาชีพราษฎรเป็นเรื่องที่เน้นมากตลอดเวลา นักเรียนส่วนมากเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจในท้องถิ่นต่าง ๆ การเข้าถึงชีวิตราษฎรเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทหารจะต้องเป็นที่พึ่งของราษฎรให้ได้ ต้องเข้าถึงสังคมทุกแบบทุกระดับ ..."

การทัศนศึกษา นอกจากช่วยให้นักเรียนนายร้อยได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ แล้ว ผลได้ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการจัดทำคู่มือทัศนศึกษา ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูล บทความเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษา เพื่อเป็นคู่มือให้นักเรียนนายร้อยได้ทราบความสำคัญและประโยชน์ที่ควรจะได้รับเมื่อไปทัศนศึกษา ณ สถานที่นั้น ๆ จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้จัดพิมพ์คู่มือทัศนศึกษามากกว่า ๑๐ เล่ม อาทิ อีสานเหนือ ล้านนา อีสานใต้ ทักษิณฝั่งทะเลตะวันออก เป็นต้น

- งานวิชาการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิธีการศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน ซึ่งไม่ควรอาศัยแต่การท่องจำตามที่เล่ากันต่อ ๆ มา แต่ควรเน้นให้รู้จักคิด ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และนำมาเรียบเรียงถ่ายทอดให้ผู้อื่นทราบได้โดยมีระบบ ซึ่งวิธีการเรียนการสอนนี้ เป็นประโยชน์ทั้งในการศึกษาประวัติศาสตร์ และการเรียนวิชาอื่น รวมทั้งการปฏิบัติงานต่อไปด้วย

การพัฒนาหลักสูตร มีพระราชดำริว่า การศึกษาและวิชาชีพของนักเรียนนายร้อยมีลักษณะพิเศษบางประการที่ต่างจากนักศึกษาทั่วไป คือต้องศึกษาวิชาการและวิชาทหารประกอบกัน ดังนั้นการจัดหลักสูตรการสอนวิชาประวัติศาสตร์ควรจะคำนึงถึงประโยชน์ที่นักเรียนนายร้อยจะได้รับ รวมทั้งความสอดคล้องกับลักษณะวิชาชีพเมื่อจบการศึกษาไป จึงพระราชทานเป้าหมายการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนนายร้อยไว้ว่า "รู้จักอดีต เข้าใจปัจจุบัน และก้าวทันอนาคต" ได้ทรงเล่าพระราชทานในบทพระราชทานสัมภาษณ์ดังกล่าว ความตอนหนึ่งว่า
"... การสอนนักเรียน ถือหลักอยู่ว่า จะต้องคิดถึงผลประโยชน์ของนักเรียนเป็นเรื่องใหญ่ ต้องคิดว่าเขาจะต้องออกไปเป็นนายทหาร จะต้องเจริญก้าวหน้าต่อไป ควรจะมีความรู้เรื่องอะไรมากที่สุด ไม่ใช่ว่าเราเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก็ต้องยัดเยียดให้ได้สอนประวัติศาสตร์มากที่สุด ได้เวลามากที่สุด เพื่อได้มีผลงานมีความดีความชอบมากที่สุด เราต้องคำนึงว่าชีวิตของนักเรียนซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ควรจะมีอนาคตอย่างไร ควรได้ความรู้ ประสบการณ์ ที่จะมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต มีความรู้กว้างเพื่อให้พร้อมเสมอที่จะปรับตัวได้เร็วในกระแสของความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ..."

การจัดหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนนายร้อยจึงเป็นไปในแนวพระราชดำริดังกล่าว โดยกำหนดรายวิชาและเนื้อหาที่นักเรียนจะต้องศึกษาไว้เป็นวิชาบังคับ และวิชาเลือก

วิชาบังคับ มี 2 วิชา คือ วิชาไทยศึกษา และวิชาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย วิชาไทยศึกษา มีจุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้องค์รวมที่สำคัญของชาติ เช่น สภาพภูมิศาสตร์ ศาสนา การเมือง ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนนายร้อยรู้จักรากเหง้าความเป็นมาของตนเอง มีความภาคภูมิใจในชาติ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการ วิชาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เน้นความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก และผลกระทบที่มีต่อโลกและประเทศไทย โดยมีการปรับเนื้อหาวิชาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

วิชาเลือกเสรี มี 7 วิชา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเมืองการปกครองประเทศไทย ประวัติศาสตร์ยุโรป ประวัติศาสตร์อเมริกา และวิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ รายวิชาทั้ง 7 เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิภาคต่าง ๆ และมีหัวข้อพิเศษที่สามารถปรับหัวข้อการบรรยายให้สอดคล้องกับความสนใจและเป็นประโยชน์กับนักเรียนนายร้อยได้ เช่น ประวัติศาสตร์ความมั่นคง ประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็น ประวัติศาสตร์ทุนนิยมโลก ทั้งนี้ เพื่อเสริมความรู้ สร้างโลกทัศน์ที่กว้างไกลให้แก่นักเรียนนายร้อย

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลังจากที่โรงเรียนย้ายไปอยู่ ณ บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในพุทธศักราช ๒๕๒๙ ทรงห่วงใยว่าข้าราชการและนักเรียนนายร้อยต้องอยู่ห่างไกลจากแหล่งข้อมูลที่จะใช้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม จึงมีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาคุณภาพและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนนายร้อยโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทรงส่งเสริมให้นักเรียนนายร้อยรู้จักค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ จากอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นการพัฒนาตนเองให้ทันกระแสโลก จึงได้พระราชทานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๗ ต่อมาได้พระราชทานเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมอีกในพุทธศักราช ๒๕๓๘ และ ๒๕๔๑ จากนั้น ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดทำโครงการระบบเครือข่ายอินทราเน็ตความเร็วสูง เชื่อมโยงข้อมูลจากอาคารต่าง ๆ ภายในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ระบบใหม่นี้สามารถเปิดใช้บริการในพุทธศักราช ๒๕๔๕

photo

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะ "ทูลกระหม่อมอาจารย์" ของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า ๒๕ ปี ทรงทุ่มเทเวลาให้กับการทรงงานอย่างจริงจัง ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะฝึกให้นักเรียนนายร้อยรู้จักคิด รู้จักตัวเอง คือให้รู้ว่าเราเป็นใคร มาจากที่ใด และกำลังจะไปทางไหน ดังพระราชดำรัสที่ว่า
"... การเรียนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนนายร้อยมีจุดประสงค์หลักในการให้นักเรียนฝึกหัดวิธีการทรงประวัติศาสตร์ในการคิดหาเหตุผล มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ให้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบ้านเมือง ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย ควรรู้รากเหง้าเรื่องราวของตนเอง ความรู้นี้จะเป็นพื้นฐานช่วยเชื่อมโยงให้เข้าใจสังคมไทยปัจจุบันดีขึ้น ให้รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโลกในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ทั้งหมดนี้มีส่วนเอื้อให้การทำงานดีขึ้น ..."
frame border
frame border frame border
frame border frame border frame border
template template
กองงานในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา ถนนราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๓
โทร: ๐๒–๒๘๐–๓๕๘๑-๙, ๐๒–๒๘๐–๑๖๔๐-๑ โทรสาร: ๐๒–๒๘๐–๑๖๓๙
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์

template template template