หนังสือพระราชนิพนธ์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี



พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537
ประเทศ จีน
กลับไปหน้าที่แล้ว

เกล็ดหิมะในสายหมอก


     พระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒๗ ที่ทรงบันทึกไว้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๔-๑๗  มกราคม  พุทธศักราช ๒๕๓๗ ซึ่งในพระราชนิพนธ์กล่าวนำ ได้ทรงเล่าไว้ว่า

     “ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเคยเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนหลายครั้ง แต่ครั้งที่ถือว่าเป็นการเดินทางเพื่อประโยชน์ในด้านจีนศึกษาอย่างแท้จริงนั้น ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่สาม กล่าวคือ ในครั้งแรกเดินทางเพื่อทำความรู้จักกับประเทศจีนโดยรวมในพ.ศ. ๒๕๒๔ ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๓๓  เพื่อศึกษาภาคตะวันตกของจีน หรือที่รู้จักกันว่าเส้นทางแพรไหมในสมัยโบราณ ครั้งที่สามคือครั้งนี้ ตั้งใจไปศึกษาเรื่องภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนคือ มณฑลเหลียวหนิง จี๋หลิน และเฮยหลงเจียง ซึ่งเป็นดินแดนถิ่นกำเนิดของพวกแมนจู ภาษาจีนเรียกว่าพวกหม่านโจว ต่อมาได้รวมตัวกันตั้งราชวงศ์ชิง เข้าบุกปักกิ่งและใช้เป็นราชธานีต่อมาจนสิ้นราชวงศ์ ดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือยังเป็นดินแดนสำคัญในประวัติการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบันก็มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของจีน เนื่องจากมีทรัพยากรอยู่มาก เป็นแหล่งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งยังมีทัศนียภาพที่งดงาม สภาพภูมิศาสตร์ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ...”  

     เกล็ดหิมะในสายหมอก จัดพิมพ์เป็นชุด ชุดหนึ่งมี ๕ เล่ม ได้แก่
     เล่ม ๑ ปักกิ่ง
     เล่ม ๒ เหลียวหนิง
     เล่ม ๓ จี๋หลิน
     เล่ม ๔  เฮยหลงเจียง
     เล่ม ๕ ภาคผนวก

     เล่ม ๑  “ปักกิ่ง” วันที่ ๔-๖ มกราคม ๒๕๓๗

     เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เสด็จ ฯ ไปยังเรือนรับรองที่ประทับเตี้ยวหยูว์ไถ อาคาร ๑๒ ในช่วงค่ำ นายซ่งเจี้ยน มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวาย ณ เรือนรับรองเตี้ยวหยูว์ไถ อาคาร ๑๐

     เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรหอสมุดแห่งชาติปักกิ่ง เป็นที่เก็บหนังสือเก่าที่สำคัญของประเทศ มีหนังสืออายุถึง ๓,๕๐๐ กว่าปี รวมทั้งหนังสือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน หนังสืออ้างอิง จดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่างจังหวัดระดับอำเภอขึ้นไป ซึ่งเป็นข้อมูลพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีนด้วย ทอดพระเนตรหนังสือเก่าและหนังสือหายาก งานซ่อมแซมหนังสือโบราณ ภาพเขียนและเอกสารโบราณ แผนกไมโครฟิล์ม จากนั้น เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรสวนจำลองนานาชาติปักกิ่ง เป็นสวนสาธารณะใหญ่รวมสิ่งก่อสร้างจากประเทศต่าง ๆ สร้างตามตำแหน่งในแผนที่โลก ในช่วงค่ำ นายหลี่เผิง นายกรัฐมนตรีและภริยา จัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวาย

     เสด็จ ฯ ไปทรงร่วมงานแนะนำหนังสือพระราชนิพนธ์แปล ณ โรงแรมแชงกรีลา ผู้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์แปล คือ สำนักพิมพ์ซานเหลียน เป็นสำนักพิมพ์ที่จัดตั้งมากว่า ๖๐ ปีแล้ว มีหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาติต่าง ๆ ในการดำเนินการแปลได้ทรงมอบหมายให้มาดามกู้หย่าจงแปลเรื่องต่าง ๆ เช่น บันทึกประจำวันในขณะเสด็จ ฯ เยือนประเทศจีน บทความเรื่องอื่น ๆ ที่ได้ทรงแสดงพระราชทัศนะไว้ เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิรูปบ้านเมือง การศึกษากับการพัฒนาประเทศ ทรงมีพระราชดำริว่าการแปลและการพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นการสร้างสรรค์ทางปัญญา และเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันด้วย

     เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรวัดเจดีย์พระเขี้ยวแก้ว เรียกอีกชื่อว่าวัดหลิงกวง หมายถึง แสงสว่างแห่งจิตวิญญาณหรือแสงปาฏิหาริย์ มีวิหารพระพุทธรูปที่สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ ประทาน สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันเสด็จมาเบิกพระเนตร มีพระนามว่าพระพุทธปฏิมาวาสนมุนินทร์ หรือหลวงพ่อปักกิ่ง มีเจดีย์ทองที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ต่อจากนั้น เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรย่านการค้าในกรุงปักกิ่ง และทรงซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือถนนหวังฝูจิ่ง จากนั้น ประทับเครื่องบินพระที่นั่งของบริษัทนอร์ธเธิร์น ไชน่า เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง

     เล่ม ๒ “เหลียวหนิง” วันที่ ๗-๘ มกราคม ๒๕๓๗

     มณฑลเหลียวหนิง เป็นมณฑลขนาดกลางแต่อุดมด้วยทรัพยากร มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูง มีฝั่งทะเลยาวถึง ๒,๒๐๐ กิโลเมตร เป็นอันดับ ๒ ของจีน มีเมืองสำคัญ เช่น ต้าเหลียน หยิงโข่ว ตานตง และจิ่นโจว มีนโยบายเปิดประตูสู่โลก (ใช้ระบบเศรษฐกิจพิเศษ) คือมีนโยบายให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้มาลงทุนในมณฑล และมีการลงทุนร่วมกับต่างประเทศมาก

     เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งมณฑลเหลียวหนิง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างตั้งแต่ค.ศ. ๑๙๓๐ เป็น ๑ ใน ๘ พิพิธภัณฑ์สำคัญของจีน เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรสุสานตงหลิง ใกล้เมืองเสิ่นหยาง สุสานนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า "ฝูหลิง" ฝู แปลว่า โชคดี หรือมีความสุข เป็นสุสานของพระเจ้าหนูเอ่อร์ฮาชื่อ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง และพระมเหสีในราชนิกูลเย่เฮ้อนาลาซือ สร้างในค.ศ. ๑๖๒๙ เสร็จในค.ศ. ๑๖๕๑ ได้ทรงเล่าพระราชทานเรื่องการเสด็จ ฯ เยือนสุสานนี้ ความตอนหนึ่งว่า

     “...ขึ้นบันได เขาเรียกว่าบันไดร้อยแปดขั้น เท่าจำนวนดาวสำคัญในท้องฟ้า (ดาวบนฟ้า ๓๖ ดวง ดาวบนพื้นดิน ๗๒ ดวง) แต่พระเจ้าหนูเอ่อร์ฮาชื่อยังสูงกว่าดาวทั้งหมดนี้ ทางเดินนี้เรียกว่า ไต้เทียนเฉียง แปลว่าสะพานสวรรค์ คนที่ขึ้นไปก็จะเป็นเซียน เป็นทางเฉพาะพระจักรพรรดิเช่นเดียวกัน เมื่อหลังการปฏิวัติจึงให้ใคร ๆ ขึ้นได้ เลข ๑๐๘ เป็นเลขมงคล ลูกประคำมักจะมี ๑๐๘ ลูก...”

     เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ซินเล่อ เป็นที่เก็บโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ขุดพบในบริเวณหมู่บ้านซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำบลซินเล่อ จากนั้น เสด็จ ฯ ไปทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ผู้ว่าราชการมณฑลเหลียวหนิงจัดถวาย นอกจากนี้ ณ มณฑลเหลียวหนิง    เสด็จ ฯ ไปยังสถาบันแพทยศาสตร์แผนจีนแห่งมณฑลเหลียวหนิง ทอดพระเนตรการรักษาโรคโดยวิธีการฝังเข็ม แผนกนวด ห้องยา และเสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรวังโบราณกู้กง และสุสานเป่ยหลิง

     เล่ม ๓  “จี๋หลิน” วันที่ ๙-๑๓ มกราคม ๒๕๓๗

     ประทับรถไฟพระที่นั่งจากสถานีรถไฟเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง เสด็จ ฯ ไปยังสถานีรถไฟฉางชุน มณฑลจี๋หลิน ระหว่างทาง ทอดพระเนตรทิวทัศน์ฤดูหนาวสองข้างทางรถไฟ ส่วนมากมีหิมะปกคลุม

     มณฑลจี๋หลิน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อยู่เหนือมณฑลเหลียวหนิง มีชายแดนติดต่อกับประเทศเกาหลีและรัสเซีย มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถส่งออกได้ มีธรรมชาติที่งดงาม เช่น เทือกเขาฉางไป๋ซาน ในปี ค.ศ. ๑๖๔๔ สมัยราชวงศ์ชิงเข้าสู่ภาคกลาง ได้สถาปนาภูเขานี้ให้เป็นเขาเทวดาที่เทิดทูนบูชา เพราะเป็นแหล่งกำเนิดชาติแมนจู จึงเป็นสถานที่อนุรักษ์มากว่า ๓๐๐ ปี  สหประชาชาติประกาศเป็นมรดกโลก มีทะเลสาบเทียนฉือบนเขา เป็นที่กำเนิดของแม่น้ำสำคัญ ๓ สาย คือ ถูเหมินเจียง ยาลู่เจียง ซงฮัวเจียง มีน้ำไหลออกมาโดยน้ำในทะเลสาบไม่แห้งเลยตลอดปี มีทะเลสาบเซียงไห่ เป็นดินแดนแห่งนกน้ำหลายชนิด พื้นที่แถบนี้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำเพาะปลูกได้ดี จึงถือว่าเป็นฉางข้าวของประเทศชาติ 

     ณ มณฑลจี๋หลิน เสด็จ ฯ ไปยังเรือนรับรองที่ประทับ อาคาร ๑ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรือนรับรองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน คือมีพื้นที่ถึง ๘๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร มี ๒๒ อาคาร  ในช่วงค่ำ ผู้ว่าราชการมณฑลจี๋หลิน และภริยา จัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวาย ณ เรือนรับรอง อาคาร ๑๐

     เสด็จ ฯ ไปยังพระราชวังจักรพรรดิหุ่นเชิด ทอดพระเนตรนิทรรศการจัดแสดงภาพเกี่ยวกับชีวิตของจักรพรรดิผู่หยี หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่าพระเจ้าปูยี ซึ่งเคยประทับที่วังนี้ระหว่างค.ศ. ๑๙๓๒-๑๙๔๕ จัดแสดงห้องที่เคยประทับและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ต่อจากนั้น เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์มณฑลจี๋หลิน จัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ของมณฑลแต่ครั้งโบราณ ทอดพระเนตรหนังสือโบราณและภาพเขียนสำคัญ แล้วเสด็จ ฯ ไปยังมหาวิทยาลัยฉางชุน ทรงฟังการบรรยายเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัย ทอดพระเนตรกิจการแผนกการสอนคนพิการ การแสดงดนตรีของคนพิการ

     ณ เมืองจี๋หลิน  ทรงพระดำเนินทอดพระเนตร “อู้ซง”หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า อู้ซงซู่กั้ว  คือเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะบนต้นไม้ เกาะต้นหลิวและต้นหยางบริเวณหน้าเทศบาลเมืองจี๋หลิน  เนื่องจากอากาศหนาวจัดและอุณหภูมิลดต่ำลงมากประมาณ - ๒๕ ถึง - ๒๐ องศาเซลเซียส ทำให้มีเกล็ดน้ำแข็งนาน  ซึ่งชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์จี๋หลิน จัดแสดงนิทรรศการเรื่องลูกอุกกาบาต ให้ชื่อว่า “แขกที่มาจากสวรรค์” ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าบูชาขงจื้อ ที่เรียกว่า เหวินเมี่ยว เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนิทรรศการชีวประวัติขงจื้อ  ในช่วงค่ำ นายกเทศมนตรีจัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวาย ณ เรือนรับรอง อาคาร ๑ แล้วเสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรการแสดงโคมไฟน้ำแข็ง

     เช้าวันต่อมา ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตร “อู้ซง”เกล็ดหิมะที่เกาะตามต้นไม้บริเวณหน้าเรือนรับรองที่ประทับ  แล้วเสด็จ ฯ ไปทรงเยี่ยมโรงไฟฟ้าพลังน้ำเฟิงหม่าน เป็นโรงไฟฟ้าเก่าแก่ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว เสด็จ ฯ ไปยังทะเลสาบซงฮัวหู น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง เสด็จพระราชดำเนินกลับเมืองฉางชุน ทอดพระเนตรการแสดงทางวัฒนธรรมและดนตรีในโรงละครใหญ่ของเมืองฉางชุน ต่อมา เสด็จ ฯไปยังโรงถ่ายภาพยนตร์เมืองฉางชุน ทอดพระเนตรวังโบราณจำลอง จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง โดยรถไฟพระที่นั่งที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดถวาย

     เล่ม ๔  “เฮยหลงเจียง” วันที่ ๑๔-๑๗ มกราคม ๒๕๓๗

     มณฑลเฮยหลงเจียง เป็นมณฑลที่อยู่เหนือที่สุดของจีน มีพรมแดนติดกับประเทศรัสเซีย  มีแม่น้ำเฮยหลงเจียงกั้น มณฑลนี้เป็นฐานที่สำคัญที่สุดในด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของจีน มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เครื่องจักร เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ถ่านหิน ป่าไม้ อาหารต่าง ๆ น้ำมันดิบที่นี่มีประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำมันทั่วประเทศ ด้านประวัติศาสตร์ ได้มีการพบมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์หลายแหล่ง เช่น ที่อั๋งอั๋งซี เมืองฉีฉีฮาเอ่อร์ เป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์

     เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์เฮยหลงเจียง มีนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และแผนกสัตว์ ทอดพระเนตรวัดรัสเซีย มีชื่อเรียกเป็นภาษาจีนว่า ตงเจิ้งเจี้ยว ภาษาอังกฤษว่า Eastern Orthodox Church เหตุที่เมืองฮาร์บินมีวัดรัสเซียเนื่องจากมีชาวรัสเซียอพยพมาอยู่มาก ปัจจุบันคนเชื้อสายรัสเซียอยู่ในบ้านพักคนชราเป็นส่วนใหญ่ ทอดพระเนตรวัดจี๋เล่อ แปลว่า ความสุขอย่างยิ่ง ทอดพระเนตรวัดเหวินเมี่ยว หรือวัดขงจื้อ จัดแสดงนิทรรศการพิพิธภัณฑ์คนกลุ่มน้อยในมณฑลเฮยหลงเจียง ซึ่งมีทั้งหมด ๔๘ ชนเผ่า แต่พิพิธภัณฑ์จัดมาแสดง ๘ ชนเผ่า เช่น เผ่าหม่าน เผ่ามองโกล เผ่าตาเว่อร์ เป็นต้น จากนั้น เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวตำบลยู่ฉวน  ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันแบบพื้นเมือง รายการอาหารมีอาทิ ซุปหูกวาง หางกวาง เลือดกวาง หัวใจกวาง ผัดกระต่ายป่า  นกไก่ฟ้าย่าง เป็นต้น ในช่วงค่ำ เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรการแสดงโคมน้ำแข็งและน้ำแข็งแกะสลักที่อุทยานน้ำแข็งเจาหลิน น้ำแข็งที่ใช้สลักคัดมาจากแม่น้ำซงหัว สลักเป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปบุคคลในประวัติศาสตร์  รูปอาคาร สถานที่สำคัญต่าง ๆ มีการแข่งขันแกะน้ำแข็งนานาชาติ

     ต่อจากนั้น ประทับเครื่องบินพระที่นั่งไปยังเมืองเฮยเหอ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเฮยหลงเจียง ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศรัสเซีย น้ำในแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ไม่สามารถเดินเรือได้ แต่ผู้คนเดินข้ามมาจากฝั่งรัสเซียได้ เสด็จ ฯ ไปยังหมู่บ้านคุนเหอ ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชนเผ่าตาเว่อร์  ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ หมู เสด็จ ฯ ที่ว่าการอำเภออ้ายฮุย พวกแมนจูเรียกชื่อเมืองอ้ายฮุยว่า ซาฮาเลียนอูลาฮัวทง แปลว่า เมืองแม่น้ำดำ ตรงกับความหมายคำว่าเมืองเฮยเหอในภาษาจีน ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองอ้ายฮุย

     เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์เฮยเหอ เขตพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทรงพระดำเนินทอดพระเนตรตลาด มีการซื้อขายสินค้าระหว่างชาวจีนและชาวรัสเซีย จากนั้น ประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จ ฯ กลับมายังเมืองฮาร์บิน เสด็จ ฯ ไปยังสวนสาธารณะสตาลิน มหาวิทยาลัยป่าไม้